เดลต้าขยายขีดความสามารถด้าน R&D ในเมืองโซสท์ ประเทศเยอรมนีด้วยการเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ เสริมนวัตกรรมในยุโรปตะวันออกกลาง และแอฟริกา
1 min read

เดลต้าขยายขีดความสามารถด้าน R&D ในเมืองโซสท์ ประเทศเยอรมนีด้วยการเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ เสริมนวัตกรรมในยุโรปตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ของเดลต้า มีเป้าหมายในการยกระดับโซลูชันพลังงานล้ำสมัยสำหรับศูนย์ข้อมูล AI และยานยนต์ไฟฟ้า โดยตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน LEED ระดับ Gold พร้อมพื้นที่ทำงานสูงสุด 250 ที่นั่ง

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและนวัตกรรมโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะ ประกาศเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) แห่งใหม่ของบริษัทในเครืออย่าง Delta Energy Systems (Germany) GmbH อย่างเป็นทางการ ณ เมืองโซสท์ (Soest) ประเทศเยอรมนี เพื่อขยายขีดความสามารถการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันพลังงานประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Centers) ศูนย์ข้อมูลการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC Data Centers) และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อาทิ แหล่งจ่ายไฟเซิร์ฟเวอร์แบบ 800 VDC และระบบจ่ายไฟยานยนต์ไฟฟ้าแบบ 4-in-1

จากปัจจัยด้านความหนาแน่นกำลังไฟฟ้า (Power Density) ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการทดสอบระบบทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการทดสอบเฉพาะทางขั้นสูงได้ ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ R&D แห่งใหม่ของเดลต้าจึงได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดอาคารสีเขียวตามมาตรฐาน LEED ระดับ Gold ครอบคลุมพื้นที่ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาขั้นสูงขนาด 7,500 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอีก 2,500 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่ทำงานสูงสุด 250 ที่นั่ง

ดร. ปีเตอร์ อีเด กรรมการผู้จัดการ บริษัท Delta Energy Systems กล่าวว่า “เมืองโซสท์ ถือเป็นเมืองหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของเดลต้าในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) มาตลอดหลายทศวรรษ การก่อตั้งศูนย์ R&D แห่งใหม่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาในยุโรป ซึ่งช่วยให้เดลต้าสามารถทำงานร่วมกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด และยกระดับศักยภาพในการพัฒนาโซลูชันขั้นสูงและยั่งยืนสำหรับศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ วิศวกรของเดลต้าในโซสท์ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโซลูชันพลังงานขั้นสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่า ‘Grid-to-Chip’ ที่เป็นส่วนสำคัญในความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี AI ของเรา”

ปัจจุบัน เดลต้ามีพนักงานกว่า 450 คน จาก 35 ประเทศ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในเมืองโซสท์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันพลังงานและการชาร์จประสิทธิภาพสูงของเดลต้า รองรับความต้องการของลูกค้าในภูมิภาค EMEA ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาโซลูชันพลังงานที่สามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับบริบทการใช้งาน และพร้อมรองรับการขยายตัวได้ในอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เดลต้าได้ขยายทีมงานในโซสท์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความต้องการพื้นที่เพื่อการทำวิจัยและพัฒนาขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของศูนย์ R&D แห่งใหม่ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับทั้งทีมงานปัจจุบันและบุคลากรใหม่ที่กำลังทยอยเข้าร่วม โดยมีการจัดสรรพื้นที่ทำงาน 250 ที่ ไว้สำหรับพนักงานชุดปัจจุบัน พร้อมรองรับการขยายทีมงานเพิ่มเติมในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทเดลต้าในเมืองโซสท์ยังมีเครือข่ายความร่วมมืออันแน่นแฟ้นกับมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ครอบคลุมสถาบันการศึกษาในเมืองโซสท์ พาเดอร์บอร์น ฮันโนเวอร์ และเบอร์ลิน รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเวน (Eindhoven University of Technology) ในเนเธอร์แลนด์ และมหาวิทยาลัยอัลบอร์ก (Aalborg University) ในเดนมาร์ก ความร่วมมือกับกลุ่มสถาบันการศึกษาดังกล่าว ประกอบกับการเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวอาชีพในงาน Career Fair อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เดลต้าสามารถดึงดูดและบ่มเพาะวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายอันเดรียส คอสตราเซวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท Delta Energy Systems กล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้ โจทย์จากลูกค้าของเรานั้นมีความยากและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการขยายขนาดของระบบที่ต้องทำได้อย่างยืดหยุ่น ศูนย์ R&D แห่งใหม่นี้ช่วยเปิดโอกาสให้เราสามารถพัฒนานวัตกรรมและนำมันไปใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของเดลต้าบนเวทีโลกให้แข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย”

อาคารหลังใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของเดลต้า ผ่านการออกแบบที่เป็นไปตามมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด (EG 40) และมุ่งสู่การรองรับมาตรฐาน LEED ระดับ Gold โดยภายในอาคารได้มีการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic System) ที่มีกำลังติดตั้งกว่า 1 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่า 1 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี พร้อมด้วยระบบปั๊มความร้อน (Heat Pumps) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่มีกำลังไฟฟ้า 2.5 เมกะวัตต์และความจุ 5 เมกะวัตต์ชั่วโมง ตลอดจนแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ

นวัตกรรมที่โดดเด่นของศูนย์ R&D แห่งนี้คือการนำความร้อนที่เกิดจากกระบวนการทดสอบผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ภายในอาคาร ซึ่งนับเป็นการผสมผสานการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ากับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC แบบ Fast Charge และจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า AC อีกกว่า 60 จุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงาน

นอกจากนี้ โครงสร้างอาคารดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการผสมผสานโครงสร้างคอนกรีตเดิมเข้ากับเทคนิค Timber-hybrid สมัยใหม่ซึ่งนำไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างอาคาร โดย นายปีเตอร์ เฟิลเซอ สถาปนิกผู้ออกแบบกล่าวว่า “การก่อสร้างด้วยเทคนิค Timber-hybrid ควบคู่กับการรักษาโครงสร้างคอนกรีตเดิมไว้นั้นถือว่าเป็นแนวทางที่พบเห็นได้ยาก โดยเฉพาะในงานก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรม และเป็นตัวอย่างสำคัญของการก่อสร้างที่มีความรับผิดชอบและมุ่งสู่อนาคต”

ทั้งนี้ เดลต้ายังสนับสนุนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Mobility) ด้วยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับพนักงานกว่า 60 จุด ควบคู่กับโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานและการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *