โลจิสติกส์อัจฉริยะสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส กับบทบาทใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
1 min read

โลจิสติกส์อัจฉริยะสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส กับบทบาทใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส โกลบอล ลิมิเต็ด (“เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส” หรือ “บริษัท”, รหัสหุ้น: 01519) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ประจำปี 2025 โดยนำเสนอความก้าวหน้าล่าสุดในด้านการดำเนินงานโลจิสติกส์อัจฉริยะ การจัดการพลังงาน การคุ้มครองสิทธิพนักงาน การพัฒนาบุคลากร จริยธรรมทางธุรกิจ และกิจกรรมเพื่อสังคม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผสานแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานสีเขียว: เดินหน้าลดคาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมา เจแอนด์ที ได้เดินหน้าพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ตั้งแต่การรับพัสดุ การคัดแยก การขนส่ง ไปจนถึงการจัดส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางการขนส่ง ยกระดับความเร็วและความแม่นยำของศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งปลายทาง

ด้านการขยายศูนย์กระจายสินค้า ภายในปี 2025 บริษัทได้ลงทุนสร้างศูนย์โลจิสติกส์หลักจำนวน 14 แห่งทั่วโลก โดยมีพื้นที่รวมกว่า 1.05 ล้านตารางเมตร พร้อมทั้งลงทุนในอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานในระดับอุตสาหกรรม อาทิ มอเตอร์ลูกกลิ้งแบบแม่เหล็กถาวรความเร็วสูงจำนวนกว่า 150,000 ชิ้น และสายพานลำเลียงกว่า 400 เส้น

ด้านการขนส่งปลายทาง เจแอนด์ที เร่งพัฒนาเครือข่ายพาหนะขนส่งไร้คนขับ โดยภายในสิ้นปี 2025 มีการใช้งานพาหนะขนส่งอัจฉริยะมากกว่า 1,000 คัน ซึ่งใช้ระบบ AI ในการวางแผนเส้นทางอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งในระยะสุดท้าย โดยในประเทศไทย เจแอนด์ที ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 โดยใช้พลังงานสะอาดทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิม ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมผลักดันให้การจัดส่งสีเขียวกลายเป็นมาตรฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง

ด้านบรรจุภัณฑ์สีเขียว บริษัทได้ผลักดันการใช้ถุงรักษ์โลกที่ใช้ซ้ำได้ในระดับโลก โดยมีจำนวนการใช้งานกว่า 38.27 ล้านใบ และถูกนำกลับมาใช้ซ้ำรวมกว่า 3.33 พันล้านครั้ง

สำหรับประเทศไทย เจแอนด์ที นับว่าเป็นผู้นำในการนำวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในระบบขนส่งโลจิสติกส์ ได้แก่ ถุงรักษ์โลกแบบใช้ซ้ำ ถุงกันน้ำที่ย่อยสลายได้ เทปกาวย่อยสลายได้ และใบปะหน้าพัสดุในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยครอบคลุมการใช้งานในเส้นทางหลัก 100%

ในด้านการขนส่งคาร์บอนต่ำ เจแอนด์ที ยังคงเดินหน้าปรับปรุงรูปแบบการขนส่งโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านการใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในประเทศจีน บริษัทมีการใช้งานรถบรรทุกหัวลาก LNG จำนวน 1,697 คัน คิดเป็น 30% ของจำนวนรถบรรทุกทั้งหมด ส่งผลให้ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2024 ส่วนฟิลิปปินส์ มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ B5 ในการขนส่ง 100% เป็นประเทศแรกของบริษัทที่ดำเนินการเต็มรูปแบบ ขณะที่สิงคโปร์ มีการนำรถขนส่งไฟฟ้ามาใช้ คิดเป็น 6% ของจำนวนรถทั้งหมด พร้อมทั้งส่งเสริมการขนส่งร่วมกับระบบรางและทางทะเล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม

เสริมสร้างการดูแลพนักงาน คุ้มครองสิทธิ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

เจแอนด์ที มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง เปิดรับความหลากหลาย และมอบโอกาสแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยพัฒนาระบบดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการเติบโตในสายอาชีพ การดูแลสุขภาพ และคุณภาพชีวิตโดยรวม

ในประเทศจีน บริษัทได้มีการลงนาม “ข้อตกลงด้านความโปร่งใสของอัลกอริทึมและสิทธิแรงงาน ประจำปี 2025” ในเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นข้อตกลงฉบับแรกของอุตสาหกรรมขนส่งด่วนในประเทศจีน ซึ่งครอบคลุมพนักงานกว่า 290,000 คน ทั้งในสาขาที่บริษัทบริหารเองและแฟรนไชส์ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การคุ้มครองค่าตอบแทน การพัฒนาอาชีพ และความโปร่งใสของระบบอัลกอริทึม เพื่อยกระดับกลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานในรูปแบบการจ้างงานใหม่

ในด้านการพัฒนาบุคลากร เจแอนด์ที เดินหน้าตาม 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การสร้างเส้นทางอาชีพ การพัฒนาบุคลากร การเสริมความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศ และการวางรากฐานองค์กรอย่างยั่งยืน โดยในปี 2025 บริษัทได้เสริมหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัลและระบบจัดการองค์ความรู้สำหรับพนักงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น 60% และชั่วโมงการฝึกอบรมโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 2.8 เท่า

นอกจากนี้ ในช่วงระยะเวลาของการรายงาน บริษัทยังได้จัดและเข้าร่วมการอบรมด้านความปลอดภัยมากกว่า 27,000 ครั้ง ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 1.4 ล้านคนทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและยกระดับการคุ้มครองพนักงานอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม

เจแอนด์ที ยังคงสนับสนุนชุมชนและสังคมครอบคลุมหลายมิติ อาทิ การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติ โดยในประเทศจีน มีการใช้โดรนขนส่งผลไม้ในพื้นที่ราบสูงและภูเขา ลดต้นทุนแรงงานเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ประเทศไทย บริษัทได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) โดยการมอบส่วนลดค่าบริการขนส่งพิเศษสำหรับการจัดส่งผลไม้แก่เกษตรกร รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า

ด้านการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน บริษัทได้บริจาค 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุไฟไหม้ในฮ่องกง โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็น 300 ชุด รวมถึงช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเป็นผู้ให้บริการขนส่งสิ่งของจากหลายภาคส่วนเพื่อมอบให้แก่ศูนย์อพยพและผู้ประสบอุทกภัย

เสริมสร้างธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ในด้านจริยธรรมทางธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ เจแอนด์ที ยังคงพัฒนาระบบธรรมาภิบาลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการบริหารควบคู่กับแนวทางการกำกับดูแลจากสำนักงานใหญ่ร่วมกับการดำเนินงานในแต่ละประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ระบบดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การต่อต้านการทุจริต การแข่งขันที่เป็นธรรม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบในห่วงโซ่อุปทาน

ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดอบรมเฉพาะทางแก่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ครอบคลุมหัวข้อการป้องกันการฟอกเงิน การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยมีอัตราการเข้าร่วมครบ 100%

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดอบรมในหลักสูตรพัฒนาจริยธรรมและนโยบายความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากกว่า 89,000 คน พร้อมทั้งขยายมาตรฐานการปฏิบัติตามระเบียบไปยังพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในระดับโลกอย่างยั่งยืน

คุณ Dylan Tey ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า “ในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ เจแอนด์ที นั้น ESG ได้เปลี่ยนผ่านจากแนวคิดไปสู่ความสามารถในการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินการเชิงรุกในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสีเขียวและการกำกับดูแลรูปแบบการจ้างงานใหม่ โดยรวมถึงการผลักดันด้านบริการขนส่งคาร์บอนต่ำที่หลากหลาย และการริเริ่มกลไกการเจรจาต่อรองเชิงอัลกอริทึมเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม ซึ่งแนวปฏิบัติเหล่านี้ได้รับการยอมรับในระดับอุตสาหกรรมหลายด้าน ในอนาคต เจแอนด์ที จะยังคงใช้เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน และขับเคลื่อนการเติบโตด้วยความรับผิดชอบ พร้อมทั้งพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการภายใต้แนวคิด ESG และควบคุมคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก ครอบคลุมถึงลูกค้า พนักงาน และชุมชนได้ในระยะยาว”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *