บำรุงราษฎร์ชู Complete Heart Failure Care เส้นทางการรักษาที่ครอบคลุม สู่โอกาสใหม่ของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว
บำรุงราษฎร์ชู “Complete Heart Failure Care” ผสานทีมแพทย์และเทคโนโลยีขั้นสูง ดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ ย้ำการส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการตัดสินใจรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การใช้ ECMO และ Impella การปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการฟื้นฟูเพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ
หัวใจล้มเหลวไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด

พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นปลายทางของโรคหัวใจหลายชนิด อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน แนวทางรักษาจึงเป็นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต คือการส่งต่อผู้ป่วยมายังทีม Advanced Heart Failure ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Referral) โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการทรุดลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เพื่อให้ทีมแพทย์มีเวลาในการประเมินและพิจารณาทางเลือกการรักษาขั้นสูง ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญอื่น
โดยยกกรณีของคุณ Timothy ผู้ป่วยชายวัย 64 ปี ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมานานกว่า 15 ปี แม้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตและต้องใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ ทั้งการใส่ Pacemaker การใช้ CRT-D การทำ MitraClip และการรักษาด้วยยา เมื่อประเมินว่าหัวใจไม่สามารถฟื้นตัวได้เพียงพอ การปลูกถ่ายหัวใจจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยตลอดเส้นทางการรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่อายุรแพทย์โรคหัวใจด้านหัวใจล้มเหลว ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ทีม CCU วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาโรคหัวใจ รวมถึงทีมผู้ประสานงานภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลและประสานข้อมูลกับครอบครัวและทีมรักษา เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ECPELLA เทคโนโลยีพยุงชีวิต ซื้อเวลาให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว

ด้าน ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤตหรือภาวะช็อก ทุกนาทีมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต ทีมแพทย์จึงต้องประเมินและเลือกใช้เทคโนโลยีพยุงชีพในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาใช้ ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ร่วมกับ pVAD หรือ Impella ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานและความดันภายในหัวใจ หรือที่เรียกว่า ECPELLA เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และเปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ทีม CCU และบุคลากรทุกฝ่ายที่ร่วมกันติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยในกรณีที่หัวใจไม่สามารถฟื้นกลับมาทำงานได้เพียงพอ เทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่การปลูกถ่ายหัวใจ (Bridge to Transplant) เพื่อประคับประคองระบบไหลเวียนเลือด เปิดโอกาสให้อวัยวะสำคัญฟื้นตัว และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการปลูกถ่ายหัวใจเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
ปลูกถ่ายหัวใจ ภารกิจแข่งกับเวลาภายในกรอบไม่เกิน 4 ชั่วโมง

นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยว่า มีหัวใจบริจาคที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการทำงานแข่งกับเวลาทันที เนื่องจากหัวใจที่นำออกจากร่างผู้บริจาคมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายโดยทั่วไปไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดนำหัวใจจากผู้บริจาค อีกทีมจะเตรียมผู้ป่วยและห้องผ่าตัดให้พร้อม โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ รวมถึงการประสานด้านการเดินทางกับตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เพื่อให้หัวใจบริจาคมาถึงผู้ป่วยภายในระยะเวลาที่กำหนด
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่ภารกิจของศัลยแพทย์เพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมพยาบาลห้องผ่าตัด และบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่า 20 ปี โดยได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้เป็นศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจ และได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI Heart Failure จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและศัลยศาสตร์หัวใจ เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย
โดยผลลัพธ์การรักษา มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเป็น 0 (30-day mortality = 0) ขณะที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นสูงที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมีอัตราการรอดชีวิตหลังการผ่าตัดประมาณ 85–90% ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ อาจมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1–2 ปี
การปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปใช้ชีวิต

ขณะที่ คุณรุจิรา ทรงประโคน Division Director, Clinical Service Line-OPD 1 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทีมผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจมีบทบาทสำคัญตลอดเส้นทางการรักษา โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญของ Integrated Patient Journey ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรอรับบริจาคหัวใจกับสภากาชาดไทย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีม Heart Failure ทีม ICU และทีมปลูกถ่ายหัวใจ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงรอรับบริจาคหัวใจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด ทุกฝ่ายจึงต้องมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับข้อมูลตรงกัน สามารถตัดสินใจร่วมกัน และพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อมีหัวใจบริจาคที่เหมาะสม
หลังการปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยจะเข้าสู่โปรแกรม Cardiac Rehabilitation โดยทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแลทั้งด้านการฟื้นฟูร่างกาย โภชนาการ การใช้ยา และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับการดูแลตนเองหลังกลับบ้าน ภายใต้แนวคิด Family-centered Care ที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการรักษา เพราะความสำเร็จของการปลูกถ่ายหัวใจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอดชีวิตหรือผ่านการผ่าตัด แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง
การปลูกถ่ายหัวใจจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ขณะที่การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การส่งต่อผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันโรคหัวใจ ชั้น 14 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 065 509 9198 (8:00-20:00 น.) หรือ 02 066 8888 (20:00-8:00 น.)

