ส.อ.ท. ร่วมเสวนาถกร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหาร-เครื่องดื่มสำหรับเด็กเดินหน้าหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพเด็กไทย
1 min read

ส.อ.ท. ร่วมเสวนาถกร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหาร-เครื่องดื่มสำหรับเด็กเดินหน้าหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพเด็กไทย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในงานเสวนาวิชาการ “อนาคตของการกำกับดูแลการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็กไทย” ซึ่งจัดโดยศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก พ.ศ. …. ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม ที่อาจส่งผลต่อหลายภาคส่วน นอกเหนือจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งภาคสื่อและการโฆษณา ธุรกิจค้าปลีก การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและงานอีเวนต์ ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อหาแนวทางและข้อพิจารณาในการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติอย่างรอบด้าน

(ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือคือ การกำหนดนิยามและช่วงอายุของ “เด็ก” ที่อยู่ภายใต้มาตรการกำกับดูแล โดยร่างกฎหมายไทยกำหนดให้เด็กเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่แนวทางในต่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรความร่วมมือในการทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบของสหภาพยุโรป (EU Pledge) ใช้เกณฑ์อายุที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ต่ำกว่า 12 ปี ไปจนถึงต่ำกว่า 15 ปี ในบางประเทศ โดยในที่ประชุมเห็นว่าพัฒนาการ พฤติกรรมการบริโภค และการใช้สื่อของเด็กแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15–17 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยที่มีความสามารถในการตัดสินใจซื้อและรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น ดังนั้น การร่างกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เกณฑ์อายุที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองเด็กอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน เยาวชนกลุ่มอายุ 15–17 ปี เป็นช่วงวัยที่มีพฤติกรรมการใช้สื่อใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ การกำกับดูแลการเข้าถึงสื่ออาจต้องมุ่งเน้นที่เนื้อหา (Content-led) มากกว่าการจำกัดอายุของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เนื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลมีข้อจำกัดในการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานที่อาจยังไม่แม่นยำ

นอกจากนี้ วงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า การออกร่างกฎหมายต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมด้านอาหารในภาพรวมด้วย เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในรูปบรรจุภัณฑ์สำเร็จคิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 20 ของอาหารที่เด็กเข้าถึงและบริโภคในทุกวันนี้ ขณะที่การบริโภคกว่าร้อยละ 80 มาจากแหล่งอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งอาหารจากบ้านและครอบครัว อาหารในโรงเรียน ร้านอาหาร ตลอดจนอาหารข้างทางและตลาด สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการตลาดของอาหารและเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมและบริบทที่เด็กใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันอีกด้วย ดังนั้น การออกร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้กับผลกระทบต่อภาคธุรกิจด้วย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุนในการปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ ภาครัฐจึงควรออกแบบกฎหมายให้มีระยะเปลี่ยนผ่านและมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นขั้นตอน

แนวทางการขับเคลื่อนในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ส.อ.ท. จึงเสนอในเวทีเสวนาให้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพเด็กภายใต้กรอบระบบนิเวศอาหาร (Healthy Food Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม ข้อมูลโภชนาการ และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้ด้านโภชนาการแก่เด็กและเยาวชน โดยการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการอย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจและตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารที่ส่วนใหญ่มาจากแหล่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะถือเป็นการคุ้มครองเด็กได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพามาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้มีการศึกษาการกำหนดช่วงอายุของเด็กให้สอดคล้องกับพัฒนาการและวุฒิภาวะอย่างละเอียดรอบด้าน รวมถึงการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มฯ (คตอด.) ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางการกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

สุดท้าย ภาคอุตสาหกรรมยืนยันในความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการตลาดอย่างรับผิดชอบผ่านความร่วมมือต่าง ๆ เช่น องค์กรความร่วมมือในการทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบของประเทศไทย (Thai Pledge) ซึ่งการจัดเสวนาวิชาการในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายภาคส่วน และเป็นการปูพื้นฐานสำคัญในการทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *