แฟรงก์เฟิร์ต ไมน์ ไฟแนนซ์ และ ฟินซิตี้.โตเกียว ประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพฯ 2026″ผนึกดีลอยท์ จัดเวทีเสวนาคู่ขนานประชุม IMF เสนอระเบียงการลงทุนเยอรมนี–ญี่ปุ่น–ไทย เจาะโอกาสลงทุนด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ในไทยและอาเซียน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน
1 min read

แฟรงก์เฟิร์ต ไมน์ ไฟแนนซ์ และ ฟินซิตี้.โตเกียว ประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพฯ 2026″ผนึกดีลอยท์ จัดเวทีเสวนาคู่ขนานประชุม IMF เสนอระเบียงการลงทุนเยอรมนี–ญี่ปุ่น–ไทย เจาะโอกาสลงทุนด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ในไทยและอาเซียน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกัน

ประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังเป็นโจทย์สำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุน สำหรับเยอรมนี ญี่ปุ่น และอาเซียน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายร่วมกันในการจัดหาเงินทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมขีดความสามารถในการรับมือความผันผวน และต่อยอดทั้งสองด้านให้เป็นโอกาสเติบโตในระยะยาว

เพื่อต่อยอดโอกาสดังกล่าว แฟรงก์เฟิร์ต ไมน์ ไฟแนนซ์ (Frankfurt Main Finance หรือ FMF) องค์กรส่งเสริมศูนย์กลางการเงินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ร่วมกับ ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) องค์กรส่งเสริมกรุงโตเกียวให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก และ ดีลอยท์ (Deloitte) จึงได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนา ซึ่งเป็นเวทีคู่ขนานการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เชื่อมความร่วมมือเยอรมนี ญี่ปุ่น และอาเซียน” (Generating Growth from Resilience and Transition: Opportunities Ahead for Germany, Japan and ASEAN) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงาน Deloitte กรุงเทพฯ

เวทีเสวนานี้มุ่งเน้นการถอดบทเรียนจากเยอรมนีและญี่ปุ่น ที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจด้านธุรกิจและการลงทุนในประเทศไทย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินระหว่างเยอรมนี ญี่ปุ่น ไทย และภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายร่วมกันในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวน

ศาสตราจารย์ ดร. อาร์. อเล็กซานเดอร์ ลอร์ซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งรัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า “ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานและพลังงานไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง จุดแข็งของเยอรมนีด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ประกอบกับเครือข่ายทางการเงินของแฟรงก์เฟิร์ต สามารถช่วยนำเงินทุนและความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนไทยและอาเซียนได้” นอกจากนี้ยังได้ย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย และโอกาสในการผสานจุดแข็งของแต่ละประเทศเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตท่ามกลางความผันผวน

ขณะที่นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ขณะที่เยอรมนีและญี่ปุ่นกำลังจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ไทยและอาเซียนยังต้องการการลงทุนทั้งเพื่อปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเดิมและสนับสนุนการเติบโตใหม่” โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินเยอรมันและญี่ปุ่นกับธนาคารไทย เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดหาเงินทุนที่ผสานความเชี่ยวชาญระดับสากลเข้ากับความเข้าใจธุรกิจในประเทศ

ในวงเสวนาภายใต้หัวข้อ “Generating Growth from Resilience and Transition: Opportunities Ahead for Germany, Japan and ASEAN” ครอบคลุมประเด็นการลงทุน 4 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางพลังงานและความพร้อมรับมือวิกฤต โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต และห่วงโซ่อุปทานที่พร้อมรับความผันผวน ผู้ร่วมเสวนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงนโยบาย เทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ และการจัดหาเงินทุนให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงและผู้ผลิตรายย่อยที่กำลังลงทุนปรับกระบวนการผลิตให้สะอาดขึ้นและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ นอกจากนี้ พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นรากฐาน สำคัญของการเติบโตในภูมิภาค

ในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน ทาเคฮิโร ซาซากาวะ สำนักงานบริหารมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “การลงทุนต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการต้านทาน ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤต เมื่อระบบไฟฟ้าหรือบริการที่จำเป็นหยุดชะงัก ทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในวงกว้างย่อมได้รับผลกระทบ โตเกียวจึงได้ออกพันธบัตร Tokyo Resilience Bond มูลค่า 300 ล้านยูโร เพื่อระดมทุนสำหรับยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเสริมความพร้อมของเมืองในการรับมือภัยพิบัติ แนวทางนี้เป็นต้นแบบที่ไทยและอาเซียนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อระดมทุน ปกป้องกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว”  

อย่างไรก็ตาม ในด้านห่วงโซ่อุปทาน นายซาซากาวะระบุว่าการพึ่งพาฐานการผลิตหรือผู้จัดหาวัตถุดิบเพียงไม่กี่แห่งอาจทำให้ธุรกิจเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันจากข้อจำกัดทางการค้าหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ การกระจายฐานการผลิตและแหล่งจัดหาวัตถุดิบจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งพันธมิตรและเงินทุนเพื่อรองรับการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่

ขณะที่นายฮานซ์ เจอร์เก้น วอลเตอร์ จาก ดีลอยท์ กล่าวว่า “สถาบันการเงินสามารถสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการค้าและการค้ำประกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดใหม่” พร้อมกันนี้ได้เสนอให้เงื่อนไขสินเชื่อสะท้อนความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนการแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อดึงดูดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งนี้สำหรับภาคธุรกิจ แนวทางนี้หมายถึงการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม กำหนดกรอบเวลาการลงทุนที่ชัดเจน และระบุผลลัพธ์ที่วัดผลได้ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินเข้าใจความเสี่ยงของโครงการและออกแบบโครงสร้างเงินทุนที่ตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละบริษัท

สำหรับการเสวนาหัวข้อ “Where is the Next Alpha for Germany and Japan? And What Does It Mean for ASEAN?” หรือ “โอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มครั้งใหม่ของเยอรมนีและญี่ปุ่นอยู่ที่ใด และมีนัยอย่างไรต่ออาเซียน?” มุ่งสำรวจโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ ๆ โดยผู้ร่วมเสวนาเน้นว่าการประเมินการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านควรพิจารณาสถานการณ์ด้านเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และตลาดที่แตกต่างกัน ควบคู่กับความเสี่ยงของประเทศและความแข็งแกร่งทางการเงิน

นายเท็ตสึยะ อิโนอุเอะ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายของ ฟินซิตี้.โตเกียว และ โซนี่ ไฟแนนเซียล กรุ๊ป (Sony Financial Group) กล่าวว่า “ญี่ปุ่นมีเงินทุนและเทคโนโลยี ขณะที่ไทยและอาเซียนมีศักยภาพด้านการผลิตและความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนร่วมกันสามารถยกระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาค พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานที่ญี่ปุ่นพึ่งพา” พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนความสนใจลงทุนให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสากลและข้อมูลที่เชื่อถือได้

นายโลรองต์ เดอปุส จากสมาคมธนาคารระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า “อาเซียนจำเป็นต้องมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเกณฑ์สากล พร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่าธุรกิจกำลังดำเนินงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้” ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สถาบันการเงินเปรียบเทียบโอกาสและจัดสรรเงินทุนระหว่างตลาดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายจีน แฟง จาก มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สิงคโปร์ (Moody’s Investors Service Singapore) เน้นย้ำถึงการประเมินศักยภาพการเติบโตควบคู่กับความสามารถในการรับมือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยระบุว่า“ธุรกิจไทยควรเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส ควบคู่กับการมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เพื่อให้นักลงทุนและผู้ให้กู้สามารถประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือความผันผวนได้” เขากล่าว

นายเดอร์ริก ลิม จาก ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวสรุปว่า “ธุรกิจจำเป็นต้องแปลงเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านให้เป็นโครงการที่สามารถขอรับการสนับสนุนทางการเงินได้ โดยระบุแผนการลงทุนให้ชัดเจน พร้อมจัดเตรียมข้อมูลโครงการและข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ” พร้อมย้ำว่า ความพร้อมในระดับโครงการเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนความสนใจของพันธมิตรให้กลายเป็นการลงทุนจริง

ภายหลังการเสวนา Frankfurt Main Finance และ FinCity.Tokyo ได้ประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ 2026 ภายใต้หัวข้อ “เยอรมนี–ญี่ปุ่น–ไทย: การจัดหาเงินทุนเพื่อเสริมความสามารถในการรับมือวิกฤต ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน” โดยเรียกร้องให้ทั้งสามประเทศและอาเซียนกระชับความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนต้นทุนในการเสริมความพร้อมรับวิกฤตและการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจให้เป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าและการเติบโตในระยะยาว

พร้อมสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และกลไกแบ่งปันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ควบคู่กับการรักษาตลาดที่เปิดกว้างและห่วงโซ่อุปทานที่แข่งขันได้ และเรียกร้องให้ร่วมมือพัฒนาตลาดทุนให้มีความลึกและหลากหลายมากขึ้น ลดอุปสรรคต่อการลงทุนข้ามพรมแดน และสร้างเวทีหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน เพื่อค้นหาโครงการลงทุนร่วมกันและแก้ไขอุปสรรคด้านเงินทุนอย่างตรงจุด

ปฏิญญากรุงเทพฯ 2026 ฉบับนี้ยังเสนอให้พัฒนา “ระเบียงการลงทุนเยอรมนี–ญี่ปุ่น–ไทย” โดยผสานจุดแข็งด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของเยอรมนี ความเชี่ยวชาญและเงินทุนของญี่ปุ่น ตลอดจนศักยภาพการผลิตและบทบาทประตูสู่อาเซียนของไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือการพึ่งพาอาศัยกันอย่างเข้มแข็งและพร้อมรับความผันผวน ผ่านความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *